1. ฉนวนกันความร้อนของตัวห้องเย็นไม่ดี ประสิทธิภาพของฉนวนกันความร้อนของโครงสร้างห้องเย็นจะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ส่งผลให้เกิดการแตกร้าว การหลุดลอก และปัญหาอื่นๆ ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียความเย็นที่เพิ่มขึ้น[13] ความเสียหายของชั้นฉนวนจะทำให้ภาระความร้อนของห้องเย็นเพิ่มขึ้นอย่างมาก และความสามารถในการทำความเย็นเดิมจะไม่เพียงพอที่จะรักษาอุณหภูมิที่ออกแบบไว้ ส่งผลให้อุณหภูมิในการจัดเก็บเพิ่มขึ้น
การวินิจฉัยข้อบกพร่อง: สแกนแผงผนังของห้องเย็นด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อนอินฟราเรด และค้นหาบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงผิดปกติ ซึ่งบ่งชี้ถึงความบกพร่องของฉนวน
วิธีแก้ปัญหา: ตรวจสอบความสมบูรณ์ของชั้นฉนวนของตัวห้องเย็นอย่างสม่ำเสมอ และซ่อมแซมให้ทันท่วงทีหากพบว่าชำรุดเสียหาย เปลี่ยนวัสดุฉนวนประสิทธิภาพสูงใหม่เมื่อจำเป็น
2. ประตูห้องเย็นปิดไม่สนิท ประตูห้องเย็นเป็นช่องทางหลักในการสูญเสียความเย็น หากประตูปิดไม่สนิท อากาศเย็นจะยังคงไหลออกไป และอากาศที่มีอุณหภูมิสูงจากภายนอกก็จะไหลเข้ามาด้วย[14] ส่งผลให้อุณหภูมิในห้องเย็นลดลงได้ยาก และเกิดการควบแน่นภายในห้องเย็นได้ง่าย การเปิดประตูห้องเย็นบ่อยครั้งจะยิ่งทำให้การสูญเสียความเย็นรุนแรงขึ้น
การวินิจฉัยปัญหา: พบว่ามีลมเย็นรั่วออกมาทางประตูอย่างเห็นได้ชัด และมีรอยรั่วเล็กน้อยบริเวณขอบซีล ให้ใช้เครื่องทดสอบควันตรวจสอบความแน่นหนาของอากาศ
วิธีแก้ปัญหา: เปลี่ยนแถบซีลที่เสื่อมสภาพและปรับประตูให้พอดีกับกรอบซีล ควบคุมเวลาในการเปิดประตูอย่างเหมาะสม
3. อุณหภูมิของสินค้าที่เข้ามาในคลังสินค้าสูง หากอุณหภูมิของสินค้าที่เข้ามาใหม่สูง จะทำให้เกิดภาระความร้อนจำนวนมากในห้องเย็น ส่งผลให้อุณหภูมิในคลังสินค้าสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีสินค้าที่มีอุณหภูมิสูงจำนวนมากเข้ามาพร้อมกัน ระบบทำความเย็นเดิมจะไม่สามารถทำความเย็นให้ถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ได้ทันเวลา และอุณหภูมิในคลังสินค้าจะคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
การตรวจสอบความผิดปกติ: วัดอุณหภูมิแกนกลางของสินค้าที่เข้าสู่คลังสินค้า ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิคลังสินค้ามากกว่า 5 องศาเซลเซียส
วิธีแก้ปัญหา: ลดอุณหภูมิสินค้าที่มีอุณหภูมิสูงก่อนนำเข้าคลังสินค้า ควบคุมปริมาณสินค้าที่นำเข้าแต่ละครั้งและกระจายให้สม่ำเสมอในแต่ละช่วงเวลา เพิ่มกำลังการทำความเย็นของระบบทำความเย็นหากจำเป็น
วันที่โพสต์: 24 ธันวาคม 2024

